วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

ศิลปะกับชีวิตและธรรมชาติ.....

  ศิลปะกับชีวิตและธรรมชาติ



หนังสือที่คนรักศิลปะควรอ่าน....          
 
          
           สวัสดีเพืี่อนๆทุกคนวันนี้ ก็มาพบกันอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้ไปเยี่ยมชมหอศิลป์ที่ไหน แต่จะบอกเล่าความประทับใจ เรื่องราวดีๆของหนังสือเล่มหนึ่ง ที่บังเอิญได้รู้จักกับเพื่อนที่เขาเรียนด้านศิลปะ เขาถือหนังสือเล่มนี้ไปไหนมาไหนอยู่บ่อยๆ เลยสงสัยว่ามันเป็นหนังสืออะไร ? 
            เพื่อนเราเล่าว่า ได้รู้จักหนังสือเล่มนี้จากอาจารย์ ที่สอนวิชาศิลปะกับชีวิต ที่มหาลัยที่มันเรียนอยู่ ลืมบอกไป? เพื่อนเรามันเรียนด้านศิลปะ สาขา จิตรกรรม.....เพื่อนเราก็เลยให้มาลองอ่านดู ด้วยประโยค ทิ้งท้ายให้ชวนอยากอ่านว่า "หนังสือเล่มนี้จะทำให้มึงเข้าใจโลกศิลปะและตัวมึงมากขึ้น"
           หนังสือเล่มนี้มีชื่ิอว่า "การเดินทางในจิตใจ" บทตริตรองชีวิตและธรรมชาติ เขียนโดย ธีรยุทธ บุญมี  จากสำนักพิมพ์ สายธาร

    

 ศาสตราจารย์ ธีรยุทธ บุญมี 
(เกิด 10 มกราคม พ.ศ. 2493) เป็นนักวิชาการ นักวิจารณ์การเมือง และนักเขียนรางวัลศรีบูรพา อดีตเลขาธิการ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา เคยเป็นอาจารย์ประจำ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ สาขามานุษยวิทยา ในปี พ.ศ. 2555.  ผู้มีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อีกทั้งท่านยังเป็นผู้มีศิลปะในหัวใจอีกด้วย
   
 


ในหนังสือประกอบด้วยเรื่องราว และภาพประกอบที่ อาจารย์ ธีรยุทธ บุญมี เป็นทั้งผู้เรียบเรียงเนื้อเรื่องและภาพประกอบทั้งหมดเราอยากนำเสนอบางตอนในบางบทให้ทุกคนได้อ่านโดยเราเลือกวลีที่เราประทับใจมานำเสนอ ...


"... ต้นไม้จะบอกกับเราว่า เมื่ออยู่สูงแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทำตัวให้สูงตาม เพราะภาระที่สำคัญคือ การยืนต้านเม็ดฝนและลมแรง ..."
(ไม้ยืนต้น, หน้า 9)

"... การเดินทางของชีวิตเช่นเดียวกับการเดินทางบนภูเขา ช่วงก่อนถึงจุดหมายปลายทางมีคนไม่น้อยที่มักหวั่นไหว พวกเขากลัวทางแยก วิตกกับความมืดหวาดผวากับสิ่งไม่รู้จัก และกลัวเกรงกับการผิดพลาด
แต่คนเดินบนภูเขารู้ดีว่า ความอ่อนแอเป็นพี่ชายคนโตของความหวาดกลัว โดยมีความล้มเหลวเป็นน้องคนสุดท้อง ..."
(ทางบนภูเขา, หน้า 16)

"... ที่ว่างเวิ้งว้างช่วยให้เราเข้าใจความคับแคบสับสนของชีวิต ขณะที่ความนิ่งสงบไร้ชีวิตกลับทำให้สมเพชความผันแปรอันไร้จุดหมายของมนุษย์ ..."
(ความว่างเปล่ากับชีวิตบนทุ่งหญ้าทัสส็อค, หน้า 24)

"... ความคิดของมนุษย์ไม่สอดคล้องเป็นจังหวะเดียวกับธรรมชาติได้นาน เวลาที่เราได้พักอยู่กับธรรมชาตินาน ๆ เรามักอดไม่ได้ที่จะเอาความปรารถนาของเราไปใส่ให้กับธรรมชาติ ..."
"... สิ่งที่มนุษย์ต้องการอย่างแท้จริงก็คือ ความเงียบ ความนิ่ง ความอบอุ่นในใจ
บนภูเขา หมอกที่นิ่งสงบไม่ไหวติง มักมีเพียงชั่วครู่เท่านั้น สักพักมันจะพลุ่งพล่าน แล้วลมจะพัดแรงหรือไม่ก็มีฝนตก
ปราชญ์ตะวันออกจะจึงย้ำเสมอว่า เมื่อมีความนิ่งย่อมมีความเคลื่อนไหวตามมา
เมื่อมีทุกข์มีสุขก็ย่อมตามมาด้วยความเปลี่ยนแปร นี่เป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปของชีวิต ..."
(ความสงบในลมหนาว, หน้า 36 - 37)

"... วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับจิตใจ เราใช้คำว่า "เข้าใจ" แทนความตระหนักรู้ มีคำว่า "ประทับใจ" "วัดกันด้วยใจ" จนอาจกล่าวได้ว่า พฤติกรรมการงานทั้งสิ้นทั้งปวงของคนไทย ถ้าทำไปด้วย "ใจบริสุทธิ์" ก็ถือเป็นสิ่งดีงามทั้งหมด ..."
"... วัฒนธรรมตะวันตกโน้มเอียงไปให้ความสำคัญกับการมองและแสงสว่าง ถ้าจะเรียกพวกเขาว่าเป็น วัฒนธรรมแห่งแสงสว่าง (light culture) ก็คงไม่ผิด พวกเขาใช้คำว่า "I see" แทนความหมายว่าเข้าใจ คำว่า "vision" และ "insight" (ที่อยู่ในสายตา) แทนการหยั่งรู้และการมองการณ์ไกล ด้วยเหตุนี้ ศิลปะของพวกเขาจึงเน้นไปที่ภาพวาดกับลวดลายและรูปทรงที่งดงาม ..."
"... คนเยอรมันอาจต่างไปจากคนตะวันตกทั่วไป คำว่า understanding ของคนเยอรมันไม่ใช่ทั้ง "เข้าใจ" หรือ "ฉันเห็น" แต่เป็น verstehen ซึ่งมีรากศัพท์มาจาก "การตั้งใจฟัง" ..."
"... แต่ผม (อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี) ก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า การเข้าถึงความจริงสูงสุด ไม่ว่าจะมีพื้นฐานมาจากจิตใจอันละเอียดอ่อน สายตาที่แจ่มชัด หรือสุนทรีย์อันสูงส่งในการเข้าถึงดนตรีและกาพย์กลอน จะมีความหมายอะไรหรือ ถ้ามันไม่ผูกพันกับชีวิต ..."
(สวนหินในเกียวโต, หน้า 49 - 50)

"... ฝนผลักไสให้คุณฝังตัวเข้าไปในอดีต
และฝนมักทำให้คุณเสียใจกับความผิดพลาดของวันวาน ..."

"... ทำไมมนุษย์มักหวนกลับไปหาความเศร้าสร้อยเมื่อเวลาฝนตก
อาจเป็นเพราะทั้งแผ่นฟ้าได้เปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น 
(สีเทามักทำให้เราเศร้าเสมอ?) ..."
(ฝนกับความหลัง, หน้า 71)
 


          เราจะบอกเพื่อนๆว่าเราหลงรักหนังสือเล่มนี้เข้าเสียแล้ว เข้าใจแล้วว่าทำไมเพื่อนเราที่เรียนด้านศิลปะ ถึงรักหนังสือเล่มนี้

          การอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้ เราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง?
          ชีวิตของเรากำลังค้นหาความหมายอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่า?
          เรากำลังตกอยู่ในอารมณ์และภวังค์ของความเหงาหรือเราต้องเพียงชีวิตที่สุขสงบ ไม่ต้องสู้รบกับใคร อยู่กับตัวเองคนเดียวให้นิ่งและเงียบที่สุด
เราหลงรักการเดินทางที่ใช้ความคิด เมื่อเดินทางแล้วจะได้คิด ตริตรอง มองเห็นถึงสิ่งที่รอบ ๆ ตัวเรา ที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้ หรือเรากำลังค้นหาอะไรบางอย่างเพื่อมาเยียวยาใจของตัวเองในหลาย ๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น หรือนั่นคือสิ่งที่เราต้องการ การเดินทาง การเห็นโลกใหม่ การใช้ความคิด การอยู่ในที่สงบ ๆ นิ่ง และ เย็น เหมือนโลกส่วนตัวของตัวเองสูง ขัดแย้งกับชีวิตที่ดูวุ่นวาย อย่างไรนั้น หนังสือเล่มนี้ 
"การเดินทางในจิตใจ" บทตริตรองชีวิตและธรรมชาติ เล่มนี้ ทำให้เราค้นพบความรู้ของชีวิตที่อิงอยู่กับธรรมชาติ เพียงแต่ได้มีโอกาสสังเกตุ คิด และตริตรองอย่างลึกซึ้ง เราจะพบว่า ธรรมชาติคือครูของเรา ธรรมชาติสอนให้มนุษย์อย่างเรารู้ว่า สิ่งใดคือความเป็นจริง สิ่งใดคือสิ่งสมมติที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นในจิตใจจงอย่าได้พยายามเอาชนะธรรมชาติเลย แต่จงเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติดีกว่า....

บรรณานุกรม

ธีรยุทธ บุญมี.  การเดินทางในจิตใจ : บทตริตรองชีวิตและธรรมชาติ.  กรุงเทพฯ: สายธาร, 2550.


สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์



ศิลป์-ศิลปะ โดย Nattinun Boonreang อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.

อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://5107896-art.blogspot.com/2013/08/normal-0-false-false-false-en-us-ja-th.html.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://5107896-art.blogspot.com/2013/08/normal-0-false-false-false-en-us-ja-th.html

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

นิทรรศการ "ข้าม_ตะเข็บ"

นิทรรศการ "ข้าม_ตะเข็บ"



สวัสดีเพื่อนๆชาวบล๊อก ศิลป์-ศิลปะ ในครั้งนี้เราจะพาไปเยี่ยมชมผลงานทางศิลปะกันที่
"หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร"ตั้งอยู่ที่บริเวณ สี่แยกปทุมวัน ตรงข้ามกับห้างมาบุญครอง หอศิลปวัฒนธรรมแห่งหรุงเทพมหานคร เปิดให้เยี่ยมชม ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เป็นหอศิลป์ที่มีการจัดโชว์ นิทรรศการศิลปะแบบหมุนเวียน ไม่ตายตัว และในครั้งนี้เราจะพาไปชมนิทรรศการ ศิลปะแบบผสมผสาน หลายรูปแบบ ของศิลปินต้นทางและศิลปินรุ่นใหม่ มีชื่อว่า "นิทรรศการ ข้าม_ตะเข็บ"
                   นิทรรศการ "ข้าม_ตะเข็บ"  เป็นการนำเสนอผลงานของศิลปินรุ่นใหม่  ผ่านมุมมองของศิลปินรุ่นใหญ่ และรุ่นกลางที่ผ่านประสบการณ์ความเป็นศิลปินและมีผลงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จุดประสงค์ของนิทรรศการ "ข้าม_ตะเข็บ"  คือการนำเสนอมุมมองของศิลปินที่มีต่อศิลปิน เพื่อขยายพื้นที่และมุมมอง ในการประเมิณคุณค่าของศิลปิน และรองรับการสนับสนุนที่มีความหลากหลายทั้ง
ต่อรุ่นปัจจุบันและอนาคต  เพื่อสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ในการทำงานที่สามารถ ข้าม และ เกื้อหนุน
จากมุมมองต่างๆ ทางศิลปะ........




 

::สามารถติดต่อ สอบถามรายละเอียดและคำแนะนำในการเข้าชมได้ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ ที่บริเวณชั้น 6

 รายนามศิลปินต้นทาง และ ศิลปินรุ่นใหม่ ที่นำผลงานมาแสดงในการจัดนิทรรศการครั้งนี้

ศิลปินต้นทาง



คามิน  เลิศชัยประเสริฐ  
โฆษิต  จันทรทิพย์  
ทวีศักดิ์  ศรีทองดี  
นิพันธ์  โอฬารนิเวศน์  
มานิต  ศรีวานิชภูมิ  
วิชญ์  พิมพ์กาญจนพงศ์  
สมบูรณ์  หอมเทียนทอง
สาครินทร์  เครืออ่อน  
อภิชาติพงศ์  วีระเศรษฐกุล 
อารยา  ราษฎร์จำเริญสุข   

ศิลปินรุ่นใหม่

คธา พรหมสุภา
จุฬญาณนนท์ ศิริผล
ณัฐพล สวัสดี
ธนธัส ชัยเลื่อน 
ปรกพันธุ์   โพนงาม
พิชญา  งามเจริญ  
พีรพัฒน์ กิตติสุวัฒน์  
พีระพัฒน์ อัครพัฒน์ 
ฟ้าวลัย ศิริสมพล
มนรัตน์  ฉ่าสูงเนิน 
ศุภพงศ์ เหล่าธีรศิริ
หฤษฎ์ ศรีขาว
หิรัญพฤกษ์ ไตรจักรภพ
อธิคม มุกดาประกร
อนุพงศ์ เจริญมิตร 
อุกฤษณ์ สงวนให้
อุบัติสัตย์






:::นิทรรศการ "ข้าม_ตะเข็บ" จัดอยู่ที่บริเวณ ชั้น 7 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร... ไม่ต้องเสียค่าเข้าชมใดๆ ในการเข้าชมหอศิลป์ฯ...


สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์



ศิลป์-ศิลปะ โดย Nattinun Boonreang อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://5107896-art.blogspot.com/2013/08/normal-0-false-false-false-en-us-ja-th.html.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://5107896-art.blogspot.com/2013/08/normal-0-false-false-false-en-us-ja-th.html

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ชมหอศิลป์ MOCA BANGKOK


สวัสดีเพื่อนๆทุกคนสำหรับวันนี้เรายังคงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA BANGKOK จากครั้งที่แล้วเราได้แนะนำสถานที่ ความเป็นมา การเดินทาง ของที่นี้กันไปพอสมควรแล้ววันนี้ จะพาเพื่อนๆ ชมผลงานที่จัดแสดงในแต่ละชั้น กว่า800ชิ้นงานจากศิลปินที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งบอกได้เลยว่า แต่ละชั้นมีความพิเศษ งดงาม ตรึงตาตรึงใจเป็นอย่างมากเลยเพื่อนๆ  
เรามาเริ่มต้นจากชั้น G กันก่อนเลย
            ชั้น G ประกอบด้วยห้องจัดแสดงนิทรรศการ 4ห้อง ซึ่งจัดเป็นห้องสำหรับนิทรรศการหมุนเวียน 2ห้อง และอีก 2 ห้องเป็นนิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ2ท่าน คือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณชะลูด นิ่มเสมอ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ห้องนี้จัดแสดงทั้งงานประติมากรรมชิ้นเอกของท่านและผลงานจิตรกรรมซึ่งแสดงอัตลักษณ์ของศิลปะไทยร่วมสมัยอันมีรากฐานจากอารยธรรมกว่า 1,000 ปี ส่วนห้องที่2 จัดแสดงผลงานประติมากรรมของ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม) ผลงานของท่านได้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของงานประติมากรรมไทยครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์จากแนวอุดมคติสู่รูปแบบสากล โดยมีศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นเบ้าหลอมสำคัญ











เดินชมไปเรื่อยๆ ก็ขึ้นสู่ชั้น 2
            ชั้น 2 จัดแสดงความหลากหลายในปัจเจกภาพทางความคิดของศิลปะไทยร่วมสมัย อาทิ  ผลงานสื่อผสมของ กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรมและสื่อผสม) และผลงานประติมากรรมซึ่งนำเสนอเรื่องราววิถีชีวิตแบบมีสุนทรียภาพของคนไทย โดยเขียน ยิ้มศิริ ในส่วนของห้องนิทรรศการผลงานส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับความเชื่อของคนไทย ค่านิยมในสังคมด้วยบริบทของความร่วมสมัย ได้แก่ผลงานของ ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ, ปรีชา ปั้นกล่ำ, ทวี รัชนีกร, วีรศักดิ์ สัสดี, ลำพู กันเสนาะ รวมถึงงานจิตรกรรมเชิงพุทธปรัชญา โดย พิชัย นิรันดร์, ปัญญา วิจินธนสาร, ปรีชา เถาทอง, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, สุรสิทธิ์ เสาว์คงและ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ








เข้าสู่ชั้น 3 อย่างเพลินๆ เหมือนหลุดไปในอีกโลกหนึ่ง
            ในส่วนของชั้น 3 เน้นศิลปะเชิงความคิดฝันและจินตนาการภายใต้คติความเชื่อของคนไทย โดยสมภพ บุตราช, ช่วง มูลพินิจ, เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล, สุภร พรินทรากุล, สมพง อดุลย์สารพันธ์, ประทีป คชบัว, นอกจากนี้ยังมีเรือนไทยไม้สักซึ่งจัดแสดงงานจิตรกรรมสองยุคสมัย ที่เล่าเรื่องราวของ นางพิมพิลาไลย สตรีจากวรรณกรรมไทย ที่ถูกกล่าวขานใน 2 บริบท ผ่านเรื่อง ขุนช้าง-ขุนแผนใน 2 รูปแบบที่แตกต่างกันโดย เหม เวชกร และสุขี สมเงิน








มาต่อกันด้วยชั้น 4 กันเลยดีกว่า
            ชั้นที่เป็นชั้นที่เราชอบมากที่สุดเพราะเราชื่นชอบในผลงานของ ถวัลย์ ดัชนี มาก และก็ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ เพราะชั้นนี้จัดแสดงงานที่ถือว่าเป็นสุดยอดแห่งมหากาพย์ของจิตรกรรมไทยร่วมสมัย โดยประกอบด้วยงานทุกประเภทของ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปราชญ์ ผู้เป็นตำนานแห่งวงการศิลปะไทยร่วมสมัย ทั้งสุดยอดแห่งผลงานวาดเส้น และผลงานที่แสดงออกถึงพลังความเคลื่อนไหวของอารมณ์ด้วยฝีแปรง นอกจากนี้ยังรวบรวมผลงานของศิลปินแห่งชาติและศิลปินชั้นเยี่ยมซึ่งหาชมได้ยากมาก อย่าง ทวี นันทขว้าง, เฟื้อ หิรพิทักษ์, จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ประกิต บัวบุศย์ และ อังคาร กัลยาณพงษ์  อีกฝากของอาคารเมื่อเดินทะลุสะพานข้ามจักรวาล ก็ได้พบกับผลงานจิตรกรรมสูง7 เมตรจำนวน 3 ภาพในชุดนี้มีชื่อว่า ไตรภูมิ บอกเล่าการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ในสังสารวัฏตามความเชื่อในทางพระพุทธศาสนา โดย สมภพ บุตราช, ปัญญา วิจินธนสาร และ ประทีป คชบัว







และชั้นสุดท้าย ชั้น 5 ชั้นนี้ส่วนใหญ่ห้ามถ่ายภาพเพราะมีภาพลิขสิทธิ์จัดแสดงอยู่                          งานศิลปะร่วมสมัยในชั้นนี้รวมรวมมาจากหลายประเทศ เช่น จีน, เวียดนาม, มาเลเซีย,    อิตาลี, ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, รัสเซีย, ออสเตรเลีย, นอร์เวย์, และห้องที่โดดเด่นที่สุดคือห้องที่เราได้กล่าวถึงว่าห้ามถ่ายรูปนั้นเอง คือห้อง Richard Green ซึ่งจำลองห้องนิทรรศการจากพิพิธภัณฑ์ในแถบยุโรปที่มีหลังคากระจกโค้งรับแสงธรรมชาติ โดยจัดแสดงผลงานจิตรกรรมจากศิลปินยุโรปฝีมืออันดับต้นๆ ในยุคพระนางเจ้าวิคตอเรียซึ่งตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่5 เช่น Sir Lawrence, Alma Tadema และ John William Godward ผลงานทุกชิ้นถูกดูแลรักษาอย่างดี ผลงานบางชิ้นมีอายุเกือบ 300 ปี เลอค่าจริงๆเพื่อนๆ







ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น อยากให้เพื่อนๆลองหาเวลาว่างลองแวะมาเยี่ยมชม สำหรับผู้ที่รักและหลงใหลในงานศิลปะแล้วที่แห่งนี้อาจมีคำตอบอะไรบางอย่างให้กับคุณ แล้วพบกันใหม่ ในโอกาสหน้าจะมีเรื่องราวศิลปะในรูปแบบไหนมาแชร์ให้เพื่อนๆชมและศึกษา ติดตามกันได้ในหน้า ศิลป์ ศิลปะ นี้ได้นะคับ....สวัสดี


ปล.เรามีวิดีโอบรรยากาศมาให้ชมกันด้วยคับ
http://www.youtube.com/watch?v=hbPeFbw--s8

  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ศิลป์-ศิลปะ โดย Nattinun Boonreang อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ http://5107896-art.blogspot.com/2013/08/normal-0-false-false-false-en-us-ja-th.html.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ http://5107896-art.blogspot.com/2013/08/normal-0-false-false-false-en-us-ja-th.html

พิพิธภัณฑ์ ศิลปะไทยร่วมสมัย Moca Bangkok


พิพิธภัณฑ์ ศิลปะไทยร่วมสมัย Moca Bangkok

สวัสดีเพื่อนๆมาพบกันอีกครั้งกับการนำเสนอเรื่องราวทางศิลปะในรูปแบบต่างๆวันนี้จะเป็นการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปะในประเทศไทยที่น่าสนใจวันนี้จะพาไปชมสถานที่รวบรวมศิลปะร่วมสมัยของศิลปินไทยที่งดงามและล้ำค่า สถานที่แห่งนั้นก็คือ"พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย หรือ MOCA(Museum Of Contemporary Art) ซึ่งเป็นที่เก็บสะสมชิ้นงานที่มีค่ายิ่งของ"คุณบุญชัย เบญจรงคกุล"






วิสัยทัศน์ของ"คุณบุญชัย เบญจรงคกุล" ที่ก่อตั้ง MOCA ขึ้นมาเพื่อเป็นรากฐานอันมั่นคงและช่วยส่งเสริมให้ "สังคมศิลปะ" ในประเทศไทยเจริญงอกงามในทุกแขนง

                   




แม้คุณบุญชัย เบญจรงคกุล จะเป็นนักธุรกิจอยู่ในสายอุตสาหกรรม โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสื่อสาร แต่ด้วยหัวใจรักในงานศิลปะ และได้ตั้งปฎิธานอันแรงกล้าที่จะสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยสมบัติอันล้ำค่า ของแผ่นดินเพื่อคงไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง จึงได้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยชั่วคราว ณ ตึกเบญจจินดา ๑ เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๓ จากวันนั้นเป็นต้นมา โครงการสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทย
ร่วมสมัยจึงได้ดำเนินเรื่อยมาจนแล้วเสร็จ ในวันที่ 23 มีนาคม 2555 เวลา 09.00 นาฬิกา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในพิธีงานเปิดตึก และนิทรรศการพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัยอย่างเป็นทางการและพร้อมเปิดให้ นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจเข้าเข้าดื่มด่ำสุนทรียภาพทางศิลปะอันเป็นเครื่อง แสดงถึงความมีอารยะของประเทศไทย 


"พันธกิจ" พิพิธภัณฑ์ ศิลปะไทยร่วมสมัย Moca Bangkok

1.เพื่อให้ศิลปะและวัฒนธรรมไทยดำรงอยู่คู่แผ่นดินไทย
2.เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสชื่นชมผลงานทางศิลปะที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของศิลปินไทย
3.เพื่อปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนไทยรักในงานวัฒนธรรมของตน
4.เพื่อเผยแพร่ผลงานศิลปะไทยสู่สาธาณชนและอารยะประเทศ
5.ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สร่างสรรค์งานศิลปะได้มีโอกาสแสดงแนวคิดของตนสู่สาธารณชน
6.เพื่อให้เยาวชนและผู้สนใจได้ศึกษาและเรียนรู้รูปแบบการสร้างสรรค์ กลวิธีที่หลากหลาย แรงบันดาลใจของศิอลปินแต่ละท่าน







เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป งานศิลปกรรมก็มีการปรับเปลี่ยนตามไปด้วยและบุคคลหนึ่งซึ่งมีบทบาทอย่างยิ่งในการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมศิลปกรรมในประเทศไทย คือ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ประติมากรชาวอิตาเลียน ผู้วางหลักสูตรจิตรกรรมและประติมากรรมที่โรงเรียนประณีตศิลปกรรม ซึ่งได้ยกระดับการศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากรในเวลาต่อมา
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้นำหลักปรัชญาที่ว่า ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น มาเผยแพร่ พร้อมกับหลักวิชา Academic Art ให้ลูกศิษย์ได้ศึกษาเรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะทางศิลปะให้ทัดเทียมนานาอารยะประเทศจนได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งศิลปะไทยร่วมสมัย” 
 งานศิลปกรรมของศิลปินที่ได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่ท่านศาสตราจารย์ศิลป์ได้วางรากฐานไว้ จึงเป็นผลงานที่ผสานความเชื่อ ความศรัทธาแบบดั้งเดิม เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยไว้อย่างลงตัว เปรียบดังกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนทั้งความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมของคนในชาติพุทธิปัญญาและความเป็นอารยะของชนชาติไทย

ประวัติอันยาวนานและน่าสนใจของศิลปกรรมไทยทั้งหมดได้รับการรวบรวมไว้แล้ว ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย ที่ซึ่งเกิดจาก ความหลงใหลในงานศิลปะของคุณบุญชัย เบญจรงคกุล แต่เหตุผลหลักที่ทำให้คุณบุญชัย  เปิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัยอย่างเป็นทางการ คือ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเพื่อเชิดชูเกียรติของ บิดาแห่งศิลปะไทยร่วมสมัยหรือ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี

ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัยได้แนวความคิดมาจากการนำหินทั้งก้อนมาแกะสลักอย่างประณีตบรรจงเป็นลายก้านมะลิ อันแสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ในขณะเดียวกันลายฉลุเหล่านี้ นอกจากจะทำให้แสงธรรมชาติสามารถส่องลงมาในอาคารได้แล้ว แสงที่ส่องลงมาในช่วงเวลาและฤดูกาลที่แตกต่างกันยังให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไปด้วย






ข้อปฏิบัติในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์

-แต่งกายสุภาพ
-ผู้เข้าชมจะต้องผ่านการตรวจค้นกระเป๋าทางด้านหน้าของตัวอาคารก่อนเข้าไปในอาคารฯ กระเป๋าที่มีขนาดใหญ่จะต้องทำการฝากไว้ที่จุดขายตั๋วก่อนหรือหลังซื้อตั๋ว ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ กระเป๋าที่สามารถนำเข้าไปได้คือกระเป๋าเงิน กระเป๋าสะพายด้านข้าง หรือกระเป๋าถือที่จะต้องได้รับการตรวจค้น
-ห้ามมิให้จับต้องผลงานทางศิลปะใดๆ ที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์
-ห้ามบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มยกเว้นบริเวณร้าน Café du Musée เท่านั้น





 -ห้ามสูบบุหรี่ในอาคารพิพิธภัณฑ์ฯแต่สามารถสูบได้ในบริเวณที่ทางพิพิธภัณฑ์ฯจัดไว้ให้เท่านั้น
 -ห้ามนำสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์เข้าไปในพิพิธภัณฑ์ฯ

- ห้ามเข้าไปในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ฯ นอกจากพื้นที่ที่กำหนดให้ผู้เข้าชมเข้าไปได้

 -ห้ามนำสารเคมีไวไฟวัตถุระเบิด อาวุธเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ฯ

- ห้ามส่งเสียงดังโดยไม่จำเป็น (ไม่ว่าจากโทรศัพท์มือถือหรือเครื่องเสียงส่วนตัว หรือสิ่งอื่น) หรือมีพฤติกรรมที่อาจรบกวนหรือสร้างความไม่พอใจแก่ผู้เข้าชมอื่นๆ หรือข่มขู่คุกคามเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ฯ

 -ห้ามนำปากกาทุกชนิด หรือวัสดุใดๆที่สามารถขีดเขียนได้เข้าไปใน พิพิธภัณฑ์ฯโดยเด็ดขาด ยกเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ของทางพิพิธภัณฑ์ฯเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น
ความปลอดภัย

- ผู้เข้าชมจะต้องเก็บรักษาทรัพย์สินมีค่าส่วนตัวไว้กับตนเองตลอดเวลา พิพิธภัณฑ์ฯจะไม่ขอรับผิดชอบในความสูญหาย การโจรกรรม หรือความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สินส่วนตัวใดที่นำเข้ามาในพิพิธภัณฑ์ฯ

-การถ่ายภาพ

- ทางพิพิธภัณฑ์ฯสนับสนุนให้ผู้เข้าชมสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ฯได้อย่างเต็มที่ โดยห้ามใช้แฟลชในการถ่ายงานศิลปะใดๆ และในทุกห้องที่จัดแสดงงาน และ ภาพที่ทำการถ่ายนั้นจะต้องไม่ถูกนำไปทำซ้ำ ขาย หรือทำการใดๆที่มีจุดประสงค์เพื่อหวังกำไร สำหรับสื่อมวลชนและการถ่ายภาพ ถ่ายทำรายการ หรือเพื่อจุดประสงค์อื่นๆ กรุณาติดต่อสอบถามได้ทางโทรศัพท์ 02 953 1005-7 หรือ info@mocabangkok.com




สถานที่ตั้งของ"พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย" หรือ MOCA(Museum Of Contemporary Art) เลขที่ 499/50 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ 02 953 1005-7 โทรสาร 02 953 1008
อีเมลล์ info@mocabangkok.com  www.mocabangkok.com 

              
วันและเวลาทำการพิพิธภัณฑ์
วันอังคาร วันอาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น. (หยุดทำการวันจันทร์)                                                  อัตราค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ (อัตราค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์นี้เป็นราคาสำหรับนิทรรศการถาวรเท่านั้น ไม่รวมถึงนิทรรศการหมุนเวียน หรือ นิทรรศการพิเศษ)                                                                                         -ผู้ใหญ่ 180 บาท                                                                                                                                 -นักเรียน/นักศึกษา (โปรดแสดงบัตร) *ให้สิทธิ์ถึงนักศึกษาปริญญาตรีเท่านั้น *สำหรับผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป 80 บาท                                                                                                                                     -เด็กที่อายุไม่เกิน 15 ปี ต้องมากับผู้ปกครองเท่านั้น ไม่เสียค่าเข้าชม                                                        -พระภิกษุ/ สามเณร/ ผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป (โปรดแสดงบัตร) ไม่เสียค่าเข้าชม                                           -ผู้พิการทุพพลภาพ ไม่เสียค่าเข้าชม  
อัตราค่าเข้าชมพิเศษ                                                                                                                             -ครอบครัว ผู้ใหญ่ 1 + นักเรียน นักศึกษา 1 คน 180 บาท   ผู้ใหญ่ 2 + นักเรียน นักศึกษาไม่เกิน 3 คน 360 บาท